เที่ยวเมืองผ่าน สืบสานศิลปะและวัฒนธรรม จ.ชัยนาท – อุทัยธานี

การอยู่แบบพอเพียง ความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายกับธรรมชาติ เราอาจมองหาได้ยากในเมืองหลวง แต่สำหรับต่างจังหวัดแล้วนั้นหาได้ง่ายเหลือเกิน ดังยกตัวอย่างกับ 2 จังหวัดนี้ จ.ชัยนาท และ จ.อุทัยธานี สองจังหวัดพี่น้องที่อยู่ติดกัน และเป็นจังหวัดที่หลายๆคนไม่คิดที่จะไปเที่ยว ก็เนื่องมาจากเป็นจังหวัดที่เป็นเส้นทางผ่านสำหรับการเดินทางขึ้นภาคเหนือ ซึ่งทำให้ทั้งสองจังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นข้อดี ที่ยังทำให้ชุมชนทั้งสองจังหวัดนี้มีความเป็นอยู่แบบเดิมๆ ธรรมชาติที่ไม่โดนคุกคามและยังคงความสวยงามอยู่ ใครที่มีเวลาไม่มากแต่อยากพักผ่อนโดยหลีกหนีจากความวุ่นวาย แนะนำให้ลองมาที่สองจังหวัดนี้ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นเที่ยวที่ไหนก่อน ผมจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวครับ ตามมาเลย

ก่อนที่จะไปเที่ยวกัน ขอแนะนำทั้งสองจังหวัดนี้ให้ทุกท่านได้รู้จักพอคร่าวๆก่อน จ.ชัยนาทและ จ.อุทัยธานี มีพื้นที่ติดกัน ซึ่งถ้าเดินทางจากกรุงเทพมหานครเราจะถึงจังหวัดชัยนาทก่อน สามารถเดินทางโดยรถยนต์จะเป็นการสะดวกที่สุด ถ้าหากใครต้องการเดินทางโดยรถไฟต้องไปลงสถานีตาคลีจังหวัดนครสรรค์และหารถต่อเข้ามาที่จังหวัดชัยนาทแลดูลำบากครับเลยไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่

 

สำหรับรถยนต์ ถ้ามาจากกรุงเทพมหานคร ขับตรงมาบนถนนวิภาวดีรังสิตและตรงมายังทางหลวงหมายเลข 32 ขับผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และสิงห์บุรี เมื่อใกล้ถึง จ.ชัยนาท จะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังเข้าไปทางหลวงหมายเลข 1 เมื่อเลี้ยวเข้าไปแล้วอีกประมาณ 20 กิโลเมตร เลี้ยวขวามือไปทาง จ.นครสวรรค์ซึ่งเป็นเส้นทาง ชัยนาท-มโนรม ขับไปเรื่อยๆอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จะถึงทางแยกไฟแดง และมีป้ายเขียนว่า วัดธรรมามูล ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะพบกับทางขึ้นเขาด้านซ้ายมือ ซึ่งอยู่ก่อนข้ามสะพานแม่น้ำ ให้ขับขึ้นไปบนเขาได้เลยครับ ก็จะถึงจุดหมายแห่งแรก

วัดธรรมามูลที่ประดิษฐานหลวงพ่อธรรมจักร ณ เขาธรรมามูล

 

แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อมองลงมาจากเขาธรรมามูล

 

วัดธรรมามูลวรวิหาร วัดที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาธรรมมามูลซึ่งมีแม่น้ำเจ้าพระยาทอดตัวเคียงข้างอยู่ เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อธรรมจักรเป็นที่สักการะเคารพบูชาของชาวชัยนาทกันเป็นอย่างมาก หลวงพ่อธรรมจักรเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชัยนาท ที่พระหัตถ์ปรากฏลายธรรมจักร แต่เนื่องด้วยความศรัทธาของชาวบ้านและผู้คนที่มาสักการะ โดยปิดทองคำเปลวที่ธรรมจักรบนฝ่ามือของหลวงพ่อ จึงทำให้ลายธรรมจักรนั้นเลือนรางแต่ยังมองเห็นอยู่ ซึ่งธรรมจักรนี้เป็นธรรมจักรใหม่ที่ชาวบ้านร่วมใจกันสร้างขึ้น

 

หลวงพ่อธรรมจักรประดิษฐานอยู่ ณ วัดธรรมามูล

 

ในอดีตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เคยเสด็จมาสักการะหลวงพ่อธรรมจักร ถึง 3 ครั้ง แต่ละครั้งของการเสด็จมานั้นสันนิษฐานว่าสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ตามเสด็จมาด้วย ได้ทรงบริจาคเงินจำนวน 200 บาท ร่วมบูรณะวัด และได้มีหลักฐานสลักอยู่บนแท่งหินอ่อนซึ่งติดอยู่บริเวณเสาบันไดวัดด้วย

นอกจากท่านจะได้กราบไหว้สักการะหลวงพ่อธรรมจักรแล้ว ท่านยังสามารถชมบรรยากาศอันงดงามของธรรมชาติ ภูเขา แม่น้ำ และความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณทางขึ้นเขาธรรมามูลด้วย เป็นภาพสุดประทับใจ หลังจากได้ธรรมบุญสักการะหลวงพ่อธรรมจักรเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว เราก็เริ่มเดินไปยังจุดหมายถัดไป คือ ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท เพื่อไปเที่ยวชุมชนที่มีชาติพันธุ์เก่าแก่ และยังมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ในปัจจุบันก็คือ ชุมชนลาวครั่ง 

 

คำว่า “ลาวครั่ง” มีผู้สันนิษฐานว่า เป็นคนที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่เขตเทือกเขาภูคังประเทศลาว ทำให้ถูกเรียกว่า ลาวคัง หรือลาวครั่ง แต่บ้างก็ว่า ในสมัยที่อพยพกันมาต้องประสบกับสภาวะขาดแคลนไปเสียทุกอย่างแม้กระทั่งเครื่องมือหากิน จึงต้องเลี้ยงครั่งสำหรับย้อมผ้า เพราะไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไร จึงทำให้ถูกเรียกว่า ลาวขี้ครั่ง หรือ ลาวครั่ง ในที่สุด โดยมีสีแดงที่ย้อมจากครั่งเป็นสีเอกลักษณ์โดดเด่นของสิ่งทอในกลุ่มวัฒนธรรมลาวครั่ง หมู่บ้านที่เรียกขานตนเองว่าเป็น “ลาวครั่ง” ได้แก่ หมู่บ้านกุดจอก ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท และบ้านโคกหม้อ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นชุมชนที่แยกไปจากหมู่บ้านกุดจอก โดยทั้งสองหมู่บ้านบอกว่ามีบรรพบุรุษมาจากเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว

 

วัดศรีสโมสร ศูนย์กลางของชาวบ้านชุมชนลาวครั่ง

 

บ้านหนองกุดจอก มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 125 ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่ของชาวบ้านคืออาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา การปศุสัตว์ ค้าขาย และยังมีการรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพและรายได้ คือ กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง กลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านกุดจอก กลุ่มข้าวซ้อมมือบ้านกุดจอก กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ  และ มีวัดศรีสโมสรเป็นวัดประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้าน

 

ความโดดเด่นของชุมชนลาวครั่งก็คือ ผ้าขิด ผ้าจก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาตั้งแต่โบราณ มีการขึ้นลายที่ละเอียดและงดงามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้มีไม่กี่ครัวเรือที่สามารถขึ้นลายบนผ้าได้อย่างละเอียด หนึ่งในนั้นคือ บ้านของคุณยายซ้อง คุณยายมีอายุ 80 กว่าปี แต่ฝีมือการขึ้นลายผ้ายังคงความละเอียดงดงาม ลูกหลานในหมู่บ้านบอกว่า ไม่มีฝีมือใครเท่าเทียมคุณยายได้อีกแล้ว การขึ้นลายแต่ละครั้งต้องอาศัยความจำและความอดทนเป็นอย่างมาก หากมีเส้นไหมขาดสักเส้น ผ้านั้นจะไม่สวย เพราะจะทำให้มีตำหนิขึ้นเป็นปมที่เชื่อมเส้นไหม ผู้ที่ทอผ้า ต้องมีทักษะและเรียนรู้เกี่ยวกับผ้านี้เป็นอย่างมาก

 

การขึ้นลายบนผ้าลาวครั่ง ซึ่งต้องอาศัยความประณีตและอดทนเป็น

 

การทอดผ้าผืน ที่ยังใช้การทอมืออยู่อย่างมาก

 

นอกจากมาเที่ยวที่หมู่บ้านนี้จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเองของผู้นำชุมชนและลูกบ้านซึ่งเป็นมิตรอย่างมาก เรายังสามารถช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้อีก ไม่ว่าจะเป็นข้าวซ้อมมือ ผ้าไหม หรือผลิตภัณฑ์งานสานของกลุ่มในหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นรายได้เล็กๆน้อยให้กับชุมชน

 

ผ้าลาวครั่ง บริเวณส่วนที่มีการขึ้นลายที่งามนั้น เรียกว่า ส่วนตีน หรือ ตีนจก

 

การทอผ้าและขึ้นลายผ้า โดยคุณยายซ้องอายุ 80 กว่าปี เป็นที่เคารพรักของชุมชนลาวครั่ง

 

ลักษณะสิ่งปลูกสร้างเก่าของชุมชนลาวครั่ง

เมื่อเที่ยวชมหมู่บ้านชาติพันธุ์ลาวครั่ง ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท ซึ่งทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมและความเป็นอยู่แล้ว ได้เวลาออกเดินทางไปยัง จ.อุทัยธานี มีระยะทางไม่ไกลกันมากนัก เนื่องจากบริเวณ อ.หนองมะโมง เป็นรอยต่อระหว่าง จ.ชัยนาท และ จ.อุทัยธานี ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานที่ต่อไปครับ เป็นวัดที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีการตกแต่งด้านในวิหารงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย วัดนี้มีชื่อว่า วัดจันทราราม ซึ่งหลายคนอาจไม่คุ้นหูกัน แต่ถ้าพูดถึง

วัดท่าซุงลายท่านก็ต้องร้องอ๋อ เราจะพาทุกท่านไปสักการะพระพุทธชินราชจำลองกันในวิหารแก้วร้อยเมตร ซึ่งเป็นวิหารที่มีความงดงาม ประดับด้วยโมเสกสีขาวคล้ายกับแก้ว เมื่อสะท้อนกับแสงมีความระยับแวววางดงามมาก

 

บริเวณด้านนอกของวิหารแก้วร้อยเมตร

 

วิหารแก้วร้อยเมตรเปิดและปิดเป็นเวลา ถ้าท่านใดไปควรดูเวลาให้แน่นอนก่อนว่าจะสามารถไปในช่วงเวลาที่วิหารเปิด วิหารแก้วจะเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 09.00-11.45 น .และ 14.00-16.00 น. ของทุกวัน

 

พระพุทธชินราชจำลอง ในวิหารแก้วร้อยเมตร ด้านในประดับประดาด้วยโมเสกแก้วสีขาวซึ่งมีความงดงามเมื่อสะท้อนกับแสงไฟภายในวิหาร

 

จุดชมวิวบนยอดเขาสะแกกรัง และบรรยากาศ จ.อุทัยธานี

 

หลังจากสักการะพระพุทธชินราช (องค์จำลอง) ที่วัดท่าซุง เรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางขึ้นเขาโดยเดินทางโดยรถยนต์ เพื่อไปสักการะรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งมีการย้ายมาจากวัดจันทาราม และสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ พระราชบิดาแห่งรัชกาลที่ 1 ซึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี ที่ได้สถาปนาพระบรมอัฐิพระบรมชนกนาถเป็นสมเด็จพระชนกาธิบดี จึงทำให้เมืองอุทัยธานีถือว่าเป็นเมืองต้นราชวงศ์จักรีพร้อมกับชมบรรยากาศบริเวณจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของบ้านเมืองที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ภูเขา สายน้ำ ทุ่งหญ้า และความสงบเงียบของ จ.อุทัยธานี ทำให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีก่อนเดินทางกลับ

 

Caption

 

ความเป็นอยู่ของผู้คนต่างจังหวัดที่อาศัยอยู่โดยมีธรรมชาติห้อมล้อมคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ต้องรีบร้อน เร่งรีบ ไม่ต้องแย่งกัน ไม่ต้องวุ่นวาย ใช้ชีวิตแบบพอเพียงกับธรรมชาติรู้จักประมาณตน ความเป็นอยู่ของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำ บ้านเรือนที่เรียบง่าย การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของชาวบ้านในชุมชนที่ห่างไกล สามารถรับรู้และสัมผัสได้กับการเที่ยวครั้งนี้ ความสุขที่อยู่ไม่ไกลหาได้จากที่นี่ จังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองผ่านสองจังหวัดชัยนาท และ อุทัยธานี