เที่ยว เชียงราย-เชียงแสน เมืองโบราณ สุดเขตแดนสยาม

หากจะพูดถึงการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ใช้ชีวิตอย่างช้าๆ สโลไลฟ์ แต่มีเวลาแค่ 2-3 วัน ผมแนะในให้มาที่นี่ครับ จ.เชียงราย จังหวัดที่เหมือนไม่มีอะไรแต่มีอะไร เชียงรายเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับหลายจังหวัดและหลายประเทศเพื่อนบ้านเราก็คือ ประเทศลาว และ ประเทศพม่า ซึ่งที่จังหวัดเชียงรายมีสถานที่ ที่เราสามารถมองเห็นแผ่นดินทั้งสามประเทศ ในนามที่รู้จักกันว่า สามเหลี่ยมทองคำ หรือฝรั่งเรียกกันว่า Golden Triangle จะกล่าวถึงอีกในการเดินทางครั้งนี้

หากจะพูดถึงการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ใช้ชีวิตอย่างช้าๆ สโลไลฟ์ แต่มีเวลาแค่ 2-3 วัน ผมแนะในให้มาที่นี่ครับ จ.เชียงราย จังหวัดที่เหมือนไม่มีอะไรแต่มีอะไร เชียงรายเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับหลายจังหวัดและหลายประเทศเพื่อนบ้านเราก็คือ ประเทศลาว และ ประเทศพม่า ซึ่งที่จังหวัดเชียงรายมีสถานที่ ที่เราสามารถมองเห็นแผ่นดินทั้งสามประเทศ ในนามที่รู้จักกันว่า สามเหลี่ยมทองคำ หรือฝรั่งเรียกกันว่า Golden Triangle จะกล่าวถึงอีกในการเดินทางครั้งนี้

 

ความเป็นอยู่ของผู้คนในจังหวัดเชียงราย จะไม่ค่อยรีบร้อนกันมากเท่าใด ซึ่งตัวเมืองของเชียงรายจะเป็นเมืองค่อนข้างเล็ก รถในเมืองจะติดเป็นช่วงเวลาเท่านั้น ก็ช่วงเช้าที่ผู้คนในเมืองออกมาทำงาน และช่วงเย็นที่ผู้คนกลับบ้าน สถานที่ท่องเที่ยวที่จะพาไปในครั้งนี้ส่วนมากจะไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเชียงรายเท่าใดมากนัก เน้นไปในการท่องเที่ยวตามชานเมือง ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ทุกคนจะพบกับความสวยงามตามธรรมชาติ และความสวยงามด้วยฝีมืออันวิจิตรของผู้คน ว่าแล้วไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราออกเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองที่ไม่มีอะไร แต่มีอะไรกันดีกว่า

 

เราจะออกเดินทางโดยใช้เครื่องบินจากกรุงเทพมหานคร มาลงที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ใช้เวลาประมาณ 1.20 ชั่วโมง หลับตื่นหนึ่งก็ถึงแล้ว เลือกเที่ยวบินเช้าหน่อยจะได้มีเวลาเที่ยวให้เยอะขึ้น ครั้งนี้เลือกเที่ยวบิน 07.30 น. ถึง สนามบินแม่ฟ้าหลวง 08.50 น. ซึ่งมีความประทับใจทุกครั้งที่ไปถึง แนะนำให้ใครไปครั้งแรกและไม่กลัวที่จะนั่งริมหน้าต่างเครื่องบิน คุณจะเห็นความงดงามของขุนเขารายล้อมจังหวัดเชียงราย และขณะนำเครื่องลงคุณจะมองเห็นแม่น้ำ รั้วกั้นสีขาว ความเขียวขจีของต้นไม้ และเทือกเขาสูงตระหง่านทอดตัวไกลๆ ตามรันเวย์ของสนามบิน แนะนำให้ตื่นขึ้นมาชมครับ

 

พอลงเครื่อง เหยียบก้าวแรกเข้าไปในอาคาร ก็จะได้เสียงบรรเลงเพลงเหนือแว่วเข้ามา ไม่ได้มาจากเครื่องเสียงตามสายของสนามบิน แต่มาจากกลุ่มของผู้สูงวัย ที่กำลังนั่งเล่นเครื่องดนตรีเหนืออยู่ คุณสามารถไปให้สินน้ำใจเล็กๆน้อยๆกับกลุ่มคุณลุงสูงวัยนี้ได้นะครับ การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้เลือกที่จะขับรถเอง สามารถติดต่อจองรถเข้ามาได้ก่อนเดินทาง หรือมาหาที่สนามบินได้ มีให้หลายบริษัทครับ

 

เมื่อได้รถขับแล้วก็ตรวจเช็คสภาพรถก่อนขับครับ เช็คสภาพภายในนอกให้เรียบร้อยว่ามีรอยขีดข่วนอะไรไหมเพราะต้องนำรถมาคืนในสภาพเดิม รอยขีดข่วนเล็กน้อยไม่เป็นอะไรครับ ก็เขียนไว้ในใบส่งมอบรถได้ ทุกอย่างพร้อมแล้วก็ออกเดินทางจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงกันได้เลยครับ สถานที่แรกที่เราปักหมุดเดินทางไว้ก็คือ พระตำหนักดอยตุง ใช้เวลาการเดินทางจากสนามบินประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า เพราะต้องขับขึ้นเขาด้วย ถ้าใครเป็นคนเมารถแนะนำให้พกยาแก้เมารถไปด้วยครับ แต่คนขับส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเมารถ

 

ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 เส้นถนนที่ขึ้นไปแม่สาย และไปเลี้ยวซ้ายแยกดอยตุง จะมีป้ายเขียนตลอดทางครับ จากทางหลวงหมายเลข 1 เข้าไปอีกประมาณ 13-14 กม. โดยผ่านถนนที่สองฝั่งปกคลุมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ และหมู่บ้านของชาวเขา เมื่อขับไปได้สักพักจะรู้สึกว่าหูอื้อ แสดงว่าท่านได้ขับขึ้นดอยเรียบแล้ว อากาศด้านบนถ้าฝนไม่ตกแนะนำให้เปิดหน้าต่างรถ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ของสองข้างทางระหว่างขับขึ้นดอย มองไปข้างทางยังมองเห็นทัศนีย์ภาพของหมู่บ้านชาวเขาด้านล่าง (แต่อาจจะไม่แนะนำให้มองสักเท่าไหร่ ถ้าท่านเป็นคนขับและยังไม่ชินเส้นทาง ให้ตั้งใจขับไว้ก่อนดีกว่า เพราะโค้งเยอะเหลือเกิน) สังเกตด้านไหล่ทางจะมีทางจะกว้างและมีเส้นสำหรับช่องจอดรถนั่นแสดงว่าใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่ยังไม่ต้องจอดรถบริเวณนั้นให้ขับไปอีกสักเล็กน้อยจะมีบริเวณที่ใช้จอดรถ หาเลือกจอดรถบริเวณไหล่ทางได้ตามสะดวกครับ แต่ถ้าใกล้ทางเข้าหน่อยได้ก็จะเป็นการดี เพราะจะได้ไม่ต้องเดินไกล จอดรถเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่ไปชมความงดงามของสวนแม่ฟ้าหลวงและพระตำหนักดอยตุงกันแล้วครับ ระหว่างทางเดินไปทางเข้าจะพบกับกาดดอยตุง “กาด” ภาษาเหนือ แปลว่า “ตลาด” แปลตามตัวก็คือ ตลาดดอยตุง ซึ่งจะมีชาวเขามาขายของป่าที่ถูกกฎหมายกัน มีเสื้อผ้าชาวเขา ผลไม้ เมล็ดพันธุ์ต่างๆ บริเวณกาดครับ สามารถเดินชมเลือกซื้อก่อนหรือหลังที่จะเข้าไปชม แต่แนะนำให้มาซื้อหลังเดินชม จะได้ไม่ต้องถือให้หนักมือครับ

 

บริเวณกาดดอยตุง จำหน่ายของชาวเขานานาชนิด

 

เครื่องประดับชาวเขา ที่มาจำหน่ายที่กาดดอยตุง

 

บริเวณด้านในของดอยตุงก็ได้ สวนใครหิวข้าวกลางวันก็สามารถไปใช้บริการห้องอาหารดอยตุงได้ เป็นข้าวราดแกงต่างๆ มีขนมหวาน น้ำสมุนไพร ที่สำคัญในบริเวณห้องอาหารนี้ดูธรรมดาแล้วก็ไม่มีอะไร แต่บริการของเจ้าหน้าที่ที่นี่ดีมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนมากจะเป็นชาวบ้านบริเวณนี้ซึ่งทางโครงการได้ให้อาชีพกับชาวบ้านเหล่านี้ได้มีงานทำ บริเวณซื้อบัตรเข้าชมจะอยู่ตรงข้ามกับห้องอาหาร สามารถข้ามฝั่งถนนไปซื้อได้ ค่าทำเนียมหรือบัตรเข้าชมจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน คือ  1.สวนแม่ฟ้าหลวง 2.บริเวณอาหารพระตำหนักดอยตุง 3.หอแห่งแรงบันดาลใจ 4.สวนรุกชาติแม่ฟ้าหลวงหรือสวนกุหลาบพันปี ซึ่งในแต่ละส่วนราคาบัตรเข้าชมสำหรับคนไทยและต่างชาติจะคิด ส่วนละ 90 บาท ถ้าชมทั้ง 4 ส่วน ซื้อบัตรรวมเหลือ 220 บาท ผู้สูงอายุและนักศึกษาครึ่งราคา ส่วนเด็กส่วนสูงไม่ถึง 120 ซม. เข้าชมฟรี สามารถเลือกชมได้ตามสะดวกครับ ถ้ามีเวลาแนะนำให้ชมทุกสถานที่แต่สำหรับใครที่มีเวลาจำกัด แนะนำตามความสนใจ

 

ส่วนแรกที่จะพาไปคือ สวนแม่ฟ้าหลวง สำหรับใครที่ชอบความสวยงามของพันธุ์ดอกไม้นานาชนิดและชอบถ่ายภาพแนะนำให้มาชมบริเวณนี้ มีร้านกาแฟดอยตุงให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจในบริเวณนี้ด้วย พื้นที่บริเวณสวนแม่ฟ้าหลวงมีความกว้างประมาณ 25 ไร่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2535

 

พรรณไม้นานาชนิดที่ปลูกบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวง

 

พรรณไม้นานาชนิดที่ปลูกบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวง

 

เมื่อเดินมาสวนกลางของสวนซึ่งเป็นหุบเขาขนาดเล็กจะมองเห็นรูปปั้นของเด็กยืนต่อตัวกัน ชื่องานว่า “ความต่อเนื่อง” ซึ่งรายล้อมรอบด้วยพันธุ์ไม้เมืองหนาวนานาชนิด เมื่อมาถึงบริเวณรูปปั้นนี้ท่านจะมองเห็นพระตำหนักดอยตุงซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า หลังจากชมความงามของพรรณพืชในบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวง เดินตามไปตรงบริเวณด้านออกของสวนไปทางขวาเพื่อไปยัง บริเวณพระตำหนักดอยตุง

 

รูปปั้นของเด็กยืนต่อตัวกัน  มีชื่อว่า “ความต่อเนื่อง”

 

ในส่วนของพระตำหนักดอยตุงผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าใส่ขาสั้นหรือไม่เรียบร้อยจะมีผ้าซิ่นหรือกางเกงม่อฮ่อมให้เปลี่ยนเพื่อเข้าไปชมในบริเวณอาคาร และไม่อนุญาตให้นำเครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดเข้าไป รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพด้วย ก่อนที่จะเข้าชมในส่วนของพระตำหนักดอยตุง ทางเจ้าหน้าที่จะมี  Audio Guide ให้นำเข้าไปพร้อมกดฟังได้ตามหมายเลขที่ติดอยู่ในแต่ละห้องของพระตำหนักดอยตุง มีทั้งหมด 8 ห้องด้วยกันซึ่งการฟังและชม จะมีการจินตนาการตามคำอธิบายพร้อมดนตรีบรรเลงทำให้การเข้าชมเป็นไปด้วยความราบรื่นและสำนึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อม มิลืมเลือนทั่วทั้งแผ่นดินที่มีต่อสมเด็จย่า หลังจากเสร็จภารกิจเดินชมพระตำหนักดอยตุง สถานที่ที่ปักหมุดที่ต่อไปก็คือ ไร่ชาฉุยฟง ซึ่งต้องลงจากดอยตุงมาทางหลวงหมายเลข 1 ย้อนกลับไปทางเชียงรายเล็กน้อย

 

บริเวณจุดชมวิวไร่ชาฉุยฟง

 

บรรยากาศภายในไร่ชาฉุยฟง ขณะมีการเก็บใบชา

 

ไร่ชาฉุยฟงอยู่ลึกเข้าไปจากทางหลวงหมายเลข 1 ประมาณ 6 กม. ซึ่งถือว่าไม่ไกลแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่บรรยากาศดีและเค้กอร่อย เมื่อมาถึงบริเวณของไร่ต้องขับรถคดเขี้ยวเล็กน้อยเพื่อไปบริเวณชมวิวด้านบนซึ่งบริเวณนั้นจะมีร้านอาหาร ร้านของฝาก และยังเห็นกรรมวิธีการตากใบชาบางส่วนของไร่ชาอีกด้วย ถ้าท่านโชคดีก็อาจจะเห็นชาวเขากำลังเก็บยอดชาซึ่งเป็นภาพที่น่าเก็บไว้เป็นที่ระลึกอย่างยิ่ง

 

ร้านอาหารของไร่ชาฉุยฟง อาหารจานหลักก็จะอาหารฟิวชั่นฟู๊ดต่างๆ พร้อมแต่งหน้าแต่ละจานด้วยใบชาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ เค้กชาเขียวเป็นอีกหนึ่งเมนูที่แนะนำและจิบพร้อมกับชาร้อนๆ มองออกไปชมไร่ชาสุดลูกหูลูกตาซึ่งเป็นบรรยกาศที่เหมาะแก่การพักผ่อนของสายตาและสมองเป็นอย่างยิ่ง

 

แดดร่มรมตกก็ได้เวลาที่จะเดินทางไปที่พักบริเวณเชียงแสน ลงจากไร่ชาฉุยฟงออกมาถึงทางหลวงหมายเลข 1 และขับขึ้นไปอีกประมาณ 50 กม. ที่เชียงแสนมีที่พักหลายแบบไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท หรือห้องพักรายวันธรรมดา แต่มาถึงริมแม่น้ำโขงทั้งที ก็ต้องพักริมแม่น้ำโขงสักหน่อย ซึ่งโรงแรมที่จะแนะนำริมโขงในการเดินทางก็คือโรงแรม De river boutique เชียงแสน ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีตกแต่งด้วยไม้สร้างบริเวณริมแม่น้ำโขง เมื่อรุ่งเช้าจะสามารถมองเห็นความงามของแม่น้ำโขงและแสงทองของพระอาทิตย์บริเวณแม่น้ำโขงฝั่งประเทศลาว อีกทั้งยังสามารถเห็นการใช้ชีวิตของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขงอีกด้วย

 

หลังจากพักผ่อนเต็มที่กับบรรยากาศค่ำคืนริมแม่น้ำโขงแล้ว ได้เวลาย้อนอดีตชมเมืองโบราณเชียงแสนในยามเช้านี้ ออกเดินทางจากโรงแรมเข้าเมืองเชียงแสนประมาณ 7 กม. เพื่อเดินทางไปยัง วัดป่าสัก ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และยังคงความสวยงามของสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้นที่ยังคงสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

 

แนวกำแพงเมืองเชียงแสนโบราณ

 

แนวกำแพงเมืองเชียงแสนโบราณ

 

เมื่อเดินออกมาจากตัววัดเล็กน้อย ท่านสามารถมองเห็นกำแพงเมืองขนาดยาวที่ทอดตัวยาวไปกับคูน้ำ และถนนของเมืองเชียงแสน คือกำแพงเมืองเชียงแสนในสมัยโบราณ ซึ่งยังคงความสมบูรณ์จนถึงปัจจุบันซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการตั้งถิ่นฐานของผู้คนบริเวณนี้ หลังจากเดินชมความโบราณสถาน และสิ่งก่อสร้างที่เก่าๆแก่ของเมืองเชียงแสนแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยัง สถานที่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถ้ามาเชียงรายแล้วต้องไม่พลาดกับที่นี่ คือ สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง ออกจากเมืองเชียงแสนไปทางเหนือเลียบลำน้ำโขงขึ้น ห่างจากเมืองเชียงแสนประมาณ 10 กิโลเมตร ก็จะถึง บริเวณสามเหลี่ยมทองคำเป็นบริเวณที่เมื่อมองออกไปยังแม่น้ำโขงแล้ว จะสามารถมองเห็นแผ่นดินได้ทั้งสามประเทศ

 

จุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำ สามารถมองแผ่นดินสามประเทศได้

 

บริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำในเขตของประเทศไทย

 

จุดที่เรายืนอยู่ สามารถมองออกไปเห็นแผ่นดินที่อยู่ทางซ้ายคือประเทศพม่า และแผ่นดินที่อยู่ทางขวาคือประเทศลาว บริเวณนี้จะมีของขายมากมายไม่ว่าจะเป็นของฝากหรือของกิน และยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาได้กราบไหว้สักการะทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลกัน ท่านใดที่ต้องการล่องเรือที่แม่น้ำโขงก็มีบริการ เมื่อเดินเที่ยวกันจนเหนื่อยแล้ว ได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน ร้านอาหารที่จะพาไปรับประทานกันชื่อร้านอาหารว่า ครัวไท ซึ่งขับรถย้อนลงไปเชียงแสนจากสามเหลี่ยมทองคำสักเล็กน้อยประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นร้านอาหารริมแม่น้ำโขงที่มีเมนูอาหารให้เลือกมากมาย ส่วนมากจะเป็นอาหารประเภทอาหารเหนือและเมนูปลาน้ำจืดซึ่งได้สดๆมาจากแม่น้ำโขง รสชาติค่อนข้างอร่อยเนื่องจากเป็นปลาจากธรรมชาติไม่ใช่ปลาเลี้ยงตามบ้านเรือนทั่วไป ที่สำคัญร้านนี้มีบรรยากาศที่ค่อนข้างดีเพราะได้วิวของสายน้ำโขง หลังจากรับประทานอาหารกันอิ่มหนำสำราญแล้ว ได้เวลาพาทุกท่านไปหาซื้อของฝากราคาถูก ติดไม้ติดมือกัน สถานที่ต่อไปที่เราจะไปก็คือเหนือสุดแดนสยามนั่นก็คือ ตลาดแม่สาย ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ คล้ายกับตลาดโรงเกลือที่ติดกับพรหมแดนของประเทศกัมพูชา ซึ่งตลาดแม่สายเป็นบริเวณพรหมแดนติดต่อกับประเทศพม่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะไปซื้อของฝากที่ตลาดแม่สายกัน เนื่องจากมีราคาถูก ทั้งซื้อปลีกหรือซื้อส่งก็ยิ่งถูก ระยะทางจากสามเหลี่ยมทองคำไปแม่สายประมาณ 40 กิโลเมตร

 

บริเวณพรหมแดนไทย-พม่า ด่านแม่สาย จ.เชียงราย

 

สินค้าที่วางขายตลาดแม่สอด จ.เชียงราย

 

ตลาดแม่สายจะมีร้านค้ามากมายให้ทุกท่านได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ แต่ส่วนมากจะเป็นของที่มาจากประเทศจีน เสื้อผ้า อาหารแห้ง อุปกรณ์มือถือ ผ้าปูที่นอน ผลไม้ ฯลฯ เมื่อเลือกซื้อของฝากกันได้อิ่มใจแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับไปยังที่เมืองเชียงรายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

 

เมื่อมาถึงที่เมืองเชียงรายก็เป็นเวลาค่อนข้างเย็นย่ำ ท้องหลายๆท่านก็คงจะบ่นว่าหิวแล้ว ร้านอาหารแนะนำในตัวเมืองเชียงรายที่จะพามารับประทานกันชื่อว่าร้าน “ภูแล” เป็นร้านอาหารสไตล์โมเดิลผสมผสานกับความเป็นล้านนา มีทั้งอาหารภาคกลาง และอาหารพื้นบ้านภาคเหนือ ร้านภูแลเป็นร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเชียงรายจะรู้จักกันดี เนื่องจากเมื่อค้นหาออนไลน์คำว่าร้านอาหารเชียงราย ร้านอาหารภูแลก็จะขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆของการค้นหา เมื่อรับประทานอาหารอิ่มกันแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้ตะลุยเชียงรายในวันพรุ่งนี้ ที่พักในเมืองเชียงรายที่จะพักกันคือโรงแรม ดุสิต ไอซ์แลนด์ เชียงราย ซึ่งเป็นโรงแรมบรรยากาศเยี่ยมติดริมแม่น้ำกกที่เป็นแม่น้ำสำคัญของ จ.เชียงราย

 

หลังจากพักผ่อนเต็มที่กันแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยวเมืองเชียงรายกันอีกวันหนึ่งซึ่งวันนี้เป็นวันที่สามหรือวันสุดท้ายของทริปนี้ แต่รับรองว่าเที่ยวจบอารมณ์ไม่จบแน่นอน รับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารของโรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้เวลา Check out และเดินทาง สำหรับวันนี้สถานที่แรกที่เราจะเดินทางไปก็คือ วัดพระแก้ว จ.เชียงราย  ซึ่งเป็นวัดที่มีตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับพระแก้วมรกตมาช้านาน ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเมื่อในอดีต

 

วัดพระแก้ว จ.เชียงราย

 

แต่ปัจจุบันนี้เป็นพระแก้วมรกตจำลอง ซึ่งองค์จริงจะประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ที่กรุงเทพมหานคร ภายในวัดพระแก้ว จ.เชียงราย ยังมีอีกอุโบสถหนึ่งซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำบ้านเมืองของ จ.เชียงราย คือ พระเจ้าล้านตื้อ ซึ่งเป็นที่เคารพและสักการะของคนเชียงราย

 

องค์พระแก้วมรกตจำลองที่ประดิษฐาน ณ วัดพระแก้ว จ.เชียงราย

 

พระเจ้าล้านตื้อ

 

หลังจากที่เราสักการะพระพุทธรูปที่สำคัญของชาวเมืองเชียงรายทั้งสององค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปักหมุดที่ต่อไปก็คือ ไร่บุญรอด นั่นเอง โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1211 โดยห่างจากตัวเมืองประมาณ 12 กิโลเมตรมาทางใต้ก็จะถึง ไร่บุญรอด หรือ สิงห์ปาร์ค ซึ่งเป็นพื้นที่ของบริษัทบุญรอดได้มาทำการทำโครงการบริเวณนี้ วันนี้จะพาไปชมในส่วนของที่สามารถนั่งรถยนต์เข้าไปชมได้นั่นก็คือจุดชมวิว 180 องศา

 

จุดชมวิว 180 องศา ไร่บุญรอด บริเวณใกล้ห้องอาหารภูภิรมย์

 

 

 

ใกล้กับร้านอาหารภูภิรมย์ ซึ่งจะได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามของไรชา และทิวเขาของพื้นที่บริเวณนี้ เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจและเก็บภาพเป็นอย่างมาก

 

เมื่อถ่ายภาพและกินบรรยากาศกันเรียบร้อยแล้ว จะนำท่านไปรับประทานอาหารบริเวณห้องอาหารภูภิรมย์ ซึ่งเป็นร้านอาหารของไร่บุญรอดเอง บรรยากาศของร้านอาหารจะเป็นแบบมองเห็นวิวสีเขียวเป็นธรรมชาติของไร่ชาและสวนดอกไม้ของไร่บุญรอด รับประทานอาหารพร้อมกับการชมบรรยากาศธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว เราก็จะงลงมาจากบริเวณจุดชมวิวร้านอาหารภูภิรมย์โดยรถยนต์ เพื่อลงมาทำภารกิจสำคัญกัน

 

จุดถ่ายภาพกับสิงห์สีทอง หน้า ไร่บุญรอด

 

บรรยากาศธรรมชาติภายในไร่บุญรอด

 

ใครที่มาไร่บุญรอดถ้าไม่ได้ถ่ายภาพคู่กับสัญลักษณ์ สิงห์สีทองที่อยู่บริเวณด้านหน้าของไร่ก็เหมือนกับว่ามาไม่ถึงไร่บุญรอดเลยทีเดียว ด้านหน้าของไร่บุญรอดจะมีร้านขายของฝาก จะเป็นชาหลายชนิดที่ทางไร่บุญรอดผลิตเองและของฝากอื่นๆที่น่าสนใจมากมาย

 

ชาหลากหลายชนิด บริเวณจำหน่ายของฝากไร่บุญรอด

 

ช่วงบ่ายหลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จแล้วที่ไร่บุญรอด ที่ปักหมุดไว้ที่ต่อไปนั่นก็คือ วัดร่องขุ่น สถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ใครมาแล้วไม่ไปเที่ยววัดร่องขุ่นเหมือนกับมาไม่ถึง จ.เชียงรายเลยทีเดียว วัดร่องขุ่นนี้เป็นการออกแบบและก่อสร้างของศิลปินชื่อดังของประเทศไทย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพิฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตกรรม) 

 

ด้านทางเข้าด้านหน้าของวัดร่องขุ่น

 

สะพานระหว่างเดินไปยังอุโบสถ

 

วัดร่องขุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่ว่าชาวต่างชาติหรือชาวไทยก็ตาม สำหรับค่าเข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 นั่งท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีค่าเข้าชม ส่วนชาวไทยสามารถเข้าชมได้ฟรีตามปกติ การเดินทางจากไร่บุญรอดมายัง วัดร่องขุ่น ไม่ไกลมากนัก จากไร่บุญรอดขับลงมาอีกไม่ไกลจะเจอทางแยกเข้ามายังถนนหมายเลข 1208 หลังจากนั้นก็ตรงมา จนเกือบมาทะลุทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งจะมองเห็นสิ่งก่อสร้างสีขาวไกลๆ และแทบไม่ต้องมองป้ายวัดเลย สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นวัดร่องขุ่นทันที ที่จอดรถค่อนข้างใหญ่และกว้างขวาง สามารถจอดรถได้ด้านหลังของวัด เดินทะลุด้านหลังเข้ามา อุโบสถ และสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในเขตวัดจะมีสีขาวและมีลวดลายที่อ่อนช้อย ซึ่งสิ่งที่สะดุดตาอีกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยวก็คือห้องน้ำที่ทาด้วยสีทองและถือเป็นห้องน้ำที่ภายนอกสวยที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้

 

ห้องน้ำ ณ บริเวณวัดร่องขุ่น ที่มีความงดงามและทาด้วยสีทองทั้งหลัง

 

เราสามารถเดินเข้าไปในบริเวณอุโบสถของวัดซึ่งเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสนใจเป็นอย่างมาก ก่อนทางเข้าที่จะต้องข้ามสะพานสีขาวลวดลายงดงาม ท่านจะพบกับพื้นที่ด้านล่างที่มีการปั้นเป็นนรกภูมิซึ่งจะเห็นเป็นมือหลายร้อยพันมือที่ทาง อ.เฉลิมชัยได้ออกแบบไว้ หลังจากนั้นเราก็ข้ามสะพานไปยังตัวอุโบสถสีขาวงดงาม  ซึ่งบริเวณนี้จะเนืองแน่งไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติเนื่องจากจะหยุดถ่ายภาพกันบริเวณนี้ บริเวณอุโบสถจะปิดให้นักท่องเที่ยวเดินผ่านช่วงเวลา 12.00 – 13.00 น. ซึ่งถือเป็นเวลาพักของเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแล เมื่อเดินชมความงามโดยรอบของวัดร่องขุ่นแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางไปยังสถานที่เราปักหมุดไว้ต่อไป เราจะใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ขับขึ้นไป และตัดตัวเมืองเชียงราย ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำกก ซึ่งเป็นเส้นที่เราจะกลับไปยังสนามบิน ห่างจากแยกเข้าสนามบินประมาณ 4 กิโลเมตร ก็จะเห็นป้ายทางเข้าพิพิธภัณฑ์บ้านดำอยู่ที่ซ้ายมือซึ่งต้องสังเกตสักหน่อยเนื่องจากทางเข้าค่อนข้างเล็ก

 

อาคารด้านหน้าทางเข้า พิพิธภัณฑ์บ้านดำซึ่งเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในเขตพิพิธภัณฑ์

 

เมื่อไปเยี่ยมชมวัดร่องขุ่นซึ่งบ้างก็เรียกว่า “บ้านขาว” แล้วไยจึงไม่ไป “บ้านดำ” สถานที่ดังกล่าวก็คือ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ จิตกรรม ซึ่ง ณ ปัจจุบัน อาจารย์ถวัลย์ได้จากเราไปแล้วแต่ยังคงความงดงามของสิ่งก่อสร้างที่ท่านได้สร้างไว้ให้ลูกหลานได้ชมกัน เมื่อมาถึงก็ต้องพบเจอกับความอัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างที่ทุกอย่างล้วนเป็นสีดำและเต็มไปด้วยความงดงาม ซึ่งส่วนมากสิ่งก่อนสร้างจะสร้างด้วยไม้ผสมผสานกับความเป็นล้านนาเข้าไปในตัวเรือน เรือนหลักจะอยู่ด้านหน้าของพื้นที่ และจะจัดแสดงเกี่ยวกับงานชิ้นเอกของอาจารย์ถวัลย์ไว้ด้านใน ซึ่งมีความงดงามและมีคุณค่าอย่างมาก

 

สิ่งก่อสร้าง เรือนไม้สีดำที่ผสมสานความเป็นล้านนาเข้าไปในตัวเรือน

 

การใช้หินธรรมชาติมาตกแต่งในบริเวณลานของเรือนบ้าน

 

เมื่อชมภายในเรือนหลักแล้วเดินทะลุไปด้านหลังจะพบกับเรือนและอาคารไม้ต่างๆที่ทาด้วยสีดำ และการก่อสร้างที่มีความแปลกตาแต่มีความอ่อนช้อยและความแข็งแรงอยู่ภายในความรู้สึกเดียวกัน เดินชมภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์บ้านดำซึ่งไม่อยากบอกเลยว่าเป็นสถานที่สุดท้ายของการเดินทาง จ.เชียงรายในครั้งนี้ แต่ด้วยเวลาจำกัด เราก็ต้องเดินทางกลับไปยัง เมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร โดยเรากำหนดการเดินทางกลับโดยเครื่องบิน และต้องกลับมาคืนรถยังท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เราเลือกเที่ยวบินเวลา 18.30 น. เพื่อเดินทางกลับยังกรุงเทพมหานครในเวลา 19.50 น. เพื่อไม่ให้ไปถึงกรุงเทพฯดึกเกินไป

 

มีพบก็ต้องมีจากกับการเดินทาง เที่ยวเชียงราย-เชียงแสน เมืองโบราณสุดเขตแดดสยาม แม้จะสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ คงไว้แต่ประสบการณ์ สถานที่ใหม่ๆ การเรียนรู้นอกห้องเรียน พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ และความทรงจำดีๆกับการเดินทางเที่ยวจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ แต่เชื่อเถอะว่าท่านจะมีอะไรเล่าให้เพื่อนเราฟังได้อีกเยอะ แล้วพบกันใหม่กับการเดินทางครั้งหน้า เราจะพาทุกท่านไปที่ไหนกันโปรดติดตามให้ดีนะครับ