ท่องไปในอยุธยา

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ค่อนข้างมาก ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในเรื่องของประวัติศาสตร์ ซึ่งการเดินทางไปจังหวัดอยุธยาใช้เวลาไม่นานและมีสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เห็นเป็นรูปธรรมค่อนข้างมาก เหมาะแก่การเที่ยวในระยะเวลาวันหยุดสั้นๆ เนื่องจากมีระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมานัก และในครั้งนี้เป็นที่ไหนบ้างนั้น อ่านชมต่อกันได้เลยครับ

สำหรับการเที่ยวทั่วไปนั้นอาจจะเป็นการเที่ยวแบบชมโบราณสถาน ไหว้พระ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนมากสามารถไปเที่ยวได้เอง มีสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.อยุธยามากมายให้ได้เลือกท่องเที่ยวกัน แต่การเพิ่มอรรถรสสำหรับการท่องเที่ยวให้สนุกยิ่งขึ้นก็คือการได้รับความรู้ขณะเที่ยวไปด้วย สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจแค่เดินผ่านกองอิฐกองทรายซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไร แต่หินทุกก้อน อิฐทุกชิ้นมีประวัติความเป็นมาทั้งนั้น ถ้าการท่องเที่ยวมีผู้บรรยายที่มีความรู้ หรือ มีการศึกษาสถานที่ก่อนมาเที่ยวก็จะเพิ่มความสนุกในการเที่ยวให้กับผู้ท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ได้รู้ ได้เห็น และได้จินตนาการภาพในอดีตตาม อีกยังทำให้เกิดความหวงแหนในสิ่งที่บรรพบุรุษของไทยได้ปกป้อง เหลือไว้ให้ลูกหลานได้เห็นกันด้วย

 

นอกจาก จ.อยุธยายังมีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่เก่าแก่ให้ ผู้ที่มาท่องเที่ยวได้ชมแล้ว วัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่มีมาแต่สมัยโบราณก็ยังคงให้เห็นกันอยู่ ซึ่งได้รับการสานต่อสู่รุ่นต่อรุ่น ยกตัวอย่างเช่น การสานปลาตะเพียนภูมิปัญญาของคนโบราณซึ่งมีมาแต่สมัยก่อน สถานที่จะพาไปในครั้งนี้จะมีที่ใดกันบ้าง ตามมาเลยครับ

 

สถานที่แรกที่จะพาไปก็คือ วัดพระเมรุราชการาม หรือ วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา เนื่องจากเคยเป็นวัดที่พม่าใช้ตั้งฐานบัญชาการจึงเป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาและอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา

 

หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ

 

 

เจดียเก่าที่ยังคงมีความสมบูรณ์รอบวัดหน้าพระเมรุ

 

สถานที่เที่ยวต่อไปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จะพาไปเที่ยวนั้น หลายๆท่านอาจเคยเห็นภาพจากหนังสือท่องเที่ยวหลายๆเล่ม ไม่ก็เป็นในลักษณะของโปสการ์ด ที่เป็นภาพเศียรพระพุทธรูปเก่าอยู่ในรากไม้ บริเวณดังกล่าวอยู่ในส่วนของ วัดมหาธาตุ เป็นหนึ่งในวัดที่จัดอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุกลางเมืองแล้ว ยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้างและดูแลตลอดเวลาจนถูกทำลายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 และชมเศียรพระพุทธรูปที่อยู่ในรากต้นไม้ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปชมกันครับ สามารถนั่งถ่ายภาพคู่กับเศียรพระพุทธรูปได้ ซึ่งจะมีป้ายแนะนำนักท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณนั้น

 

เศียรพระพุทธรูปในรากไม้ ที่เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว

 

Caption

 

เมื่อชมความงามและสิ่งมหัศจรรย์บริเวณวัดมหาธาตุแล้ว ท่านสามารถเดินยัง วัดราชบูรณะ ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นเช่นเดียวกับวัดมหาธาตุ เดินชมความงามของ พระวิหารหลวงที่มีเสาแบบบางแสดงถึงงานซ่อมในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีลวดลายประดับสมัยอยุธยาตอนปลาย และถ้าเดินเลียบกำแพงของวิหารหลวงมาสักเล็กน้อย ก็จะพบกับลายปูนปั้นที่ยังเกือบจะสมบูรณ์ เป็นปูนปั้นรูปยักษ์แบก และสามารถศึกษาความเป็นมาบริเวณป้ายชี้แจงเทคนิคการปั้นของช่างสมัยอยุธยาตอนต้นใกล้ๆกันครับ เมื่อท่านอยู่ในบริเวณของปูนปั้นยักษ์แบก วัดราชบูรณะนี้มีข่าวโด่งดังมากในอดีตในเรื่องของกรุแตกวัดราชบูรณะ

 

โบราณสถานและพระพุทธรูปที่ยังมีความสมบูรณ์ในส่วนของวัดมหาธาตุ

 

เมื่อชมความงามและสิ่งมหัศจรรย์บริเวณวัดมหาธาตุแล้ว ท่านสามารถเดินยัง วัดราชบูรณะ ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นเช่นเดียวกับวัดมหาธาตุ เดินชมความงามของ พระวิหารหลวงที่มีเสาแบบบางแสดงถึงงานซ่อมในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีลวดลายประดับสมัยอยุธยาตอนปลาย และถ้าเดินเลียบกำแพงของวิหารหลวงมาสักเล็กน้อย ก็จะพบกับลายปูนปั้นที่ยังเกือบจะสมบูรณ์ เป็นปูนปั้นรูปยักษ์แบก และสามารถศึกษาความเป็นมาบริเวณป้ายชี้แจงเทคนิคการปั้นของช่างสมัยอยุธยาตอนต้นใกล้ๆกันครับ เมื่อท่านอยู่ในบริเวณของปูนปั้นยักษ์แบก วัดราชบูรณะนี้มีข่าวโด่งดังมากในอดีตในเรื่องของกรุแตกวัดราชบูรณะ

 

กำแพงพระวิหารหลวง และ พระเจดีย์ประธานทรงปรางค์

 

พระเจดีย์รายทรงปราสาทยอด

 

ปูนปั้นรูปยักษ์แบก บริเวณกระเปาะเป็นปีกของพระเจดีย์ทรงปรางค์

หลังจากชมโบราณสถานอันทรงคุณค่าและงดงามในตัวเมืองอยุธยากันแล้ว ก็จะพาออกไปนอกเกาะเมืองอยุธยาสักเล็กน้อยครับ จะพาท่านผ่านไปยังทุ่งมะขามหย่อง เพื่อที่จะไปสถานที่ต่อไปก็คือ วัดภูเขาทอง วัดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองคราวที่ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา โดยสร้างขึ้นแต่ยังสร้างไม่เสร็จได้แต่ฐานไว้และยกทัพกลับพม่าเสียก่อน คราวสมเด็จพระนเรศวรกู้เอกราชกลับมาได้จึงทรงโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์ทรงไทยเหนือฐานแบบมอญที่มีแต่ฐานที่ยังสร้างไม่เสร็จขึ้น ณ สมรภูมิทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเจดีย์นี้จึงกลายเป็นเจดีย์ที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมของพม่าและไทย

 

วัดภูเขาทองซึ่งมีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมของพม่าและไทย

 

เนื่องจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีความสมบูรณ์ทั้งเกษตรกรรมและปศุสัตว์ และตัวแทนที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ก็คือปลาตะเพียน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการสานปลาตะเพียนกันในหลายครัวเรือซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ในสมัยอดีต ปลาตะเพียนนี้ยังสื่อถึงความแข็งแรง ปราดเปรียว และเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว คนโบราณจึงมักจะให้กับบ้านเรือนที่มีเด็กทารกเกิดใหม่ แสดงถึงการอวยพรให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง ปราดเปรียว เลี้ยงง่าย มีความรุ่งเรืองในอนาคตอีกด้วย และยังมีชุมชนเล็กๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่สานปลาตะเพียน และยังสอนให้กับผู้ที่สนใจศึกษาการสานปลาตะเพียนอีกด้วย ชุมชนนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก วัดภูเขาทองมากนัก ซึ่งสามารถสังเกตได้โดยง่ายๆ คือจะอยู่ในบริเวณของเขตมัสยิดดารุซซุนนะห์ สามารถสอบถามผู้คนบริเวณนั้นเกี่ยวกับบ้านที่สอนสานปลาตะเพียนได้เลยครับ ผู้คนบริเวณนี้ใจดีมาก

 

การขึ้นรูปสานปลาตะเพียน

 

ปลาตะเพียนของชุมชนวัดภูเขาทองที่ได้ทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายนำรายได้สู่ชุมชน

 

หลังจากที่ได้ทดลองสานปลาตะเพียนก็เกือบทั้งวันแล้ว จึงมีอีกสถานที่หนึ่งจะแนะนำสำหรับบรรยากาศช่วงเย็น คือ วัดไชยวัฒนาราม วัดนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของวัดจำลองมาจากนครวัดของกัมพูชา จึงทำให้แผนผังของวัดมีความคล้ายคลึงกับแผนผังนครวัดในประเทศกัมพูชา ทำให้วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีแผนผังสวยที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกับดื่มด่ำบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเย็น สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้บริเวณนี้ด้วย เป็นสถานที่สุดท้ายของการแนะนำเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในครั้งนี้

 

ด้านหน้าทางเข้าของวัดไชยวัฒนาราม

 

ป้ายห้ามปีนป่ายโบราณสถาน ซึ่งผู้ที่มาชมควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

 

การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมนี้ จะช่วยให้ผู้ท่องเที่ยวได้มีจินตนาการตามเรื่องเล่าอิงประวัติศาสตร์ ซึ่งสร้างความสนุกสนานในการท่องเที่ยวให้มากขึ้น เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงรักษาวัฒนธรรมทั้งให้แก่ชุมชุนและผู้ที่ได้ไปสัมผัส สำหรับครั้งหน้าจะพาไปเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ใดอย่าลืมติดตามชมกันกับ Thai Travel Info Service ครับ ครั้งนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ